วันที่ฝนตกในหัวใจ ขอแค่ใครเปียกปอนไปด้วยกัน
เพราะ “สงสาร” ไม่ได้แปลว่า “เข้าใจ” (Sympathy and Empathy)

ในวันที่หัวใจมีฝนความเศร้าตกหนักจนหมดเรี่ยวแรงกำลังใจจะคว้าร่มที่อยู่ตรงหน้า ทิ้งตัวให้เสียใจกับความผิดหวังที่กระหน่ำเข้ามาเป็นพายุฝน สอบตก ทะเลาะกับเพื่อน ที่บ้านไม่เข้าใจ ผิดหวังกับความรัก ฯลฯ เธอต้องการคนข้างๆ แบบไหนที่คิดว่าจะเข้ามาทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นได้ ระหว่างใครสักคนที่เดินฝ่าสายฝน เปียกปอนหามุมหลบฝนไปด้วยกัน หรือแค่ใครสักคนที่บอกกับเธอว่าให้ลองหยิบร่มขึ้นมากางซะสิ จะได้ไม่เปียกอีกต่อไป
เพราะเราทุกคนเคยเศร้าหรือยืนมองคนที่เรารักเปียกปอนด้วยความเศร้า แล้วเราเป็นใครกันนะ ในวันฝนตกนี้?
ก่อนอื่น ลองย้อนสำรวจตัวเองก่อนว่า…
#ในฐานะผู้ฟัง เคยไหมที่รู้สึกสงสารหรือเห็นใจเมื่อเพื่อนมาแชร์ความรู้สึกเศร้าและปัญหาให้ฟัง เราอาจรู้สึกปรารถนาดี อยากยื่นมือเข้าช่วยด้วยความเป็นห่วง จึงพยายามแนะนำทุกวิธีทางเพื่อให้เพื่อนหายเศร้าหรือจบปัญหานั้นได้ไวๆ แต่กลับกลายเป็นว่านอกจากเพื่อนจะไม่ทำตามคำแนะนำของเราแล้ว เขาหรือเธออาจเศร้ายิ่งกว่าเดิมหรือเลือกจบบทสนทนาไปเลย
หรือกลับกัน #ในฐานะผู้พูด วันที่ตัวเราเองอาจรู้สึกโศกเศร้าเสียใจอย่างหนักและต้องการระบายให้เพื่อนฟังว่า “ฉันกำลังเศร้าเพราะคะแนนสอบน้อยเกินไป” แล้วเพื่อนก็พยายามปลอบใจด้วยคำว่า “อย่างน้อย เธอก็ไม่สอบตก” ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อนต้องการปลอบอย่างจริงใจ แต่เราก็ยังรู้สึกเศร้าอยู่ดีแม้จะเห็นด้วยก็ตาม
หากเคยตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ นั่นหมายความว่าสิ่งที่เจอคือ #ความสงสาร (Sympathy) แต่รู้ไหมว่าฝนจะไม่มีวันหยุดตกได้ หากปราศจาก #ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
ความต่างระหว่าง ความสงสาร (Sympathy) กับ ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
เพราะทั้งความสงสารและความเข้าอกเข้าใจนั้นล้วนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา a-chieve จึงขอนำสถานการณ์ตัวอย่างที่ เทเรซา ไวซ์แมน (Theresa Wiseman) นักวิชาการและนักวิจัยสุขภาพประยุกต์ในการดูแลโรคมะเร็ง แห่งมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน (University of Southampton) ใช้อธิบายความแตกต่างระหว่าง ความสงสาร และความเข้าอกเข้าใจ มาอธิบายให้ทุกคนทำความรู้จักให้มากขึ้นค่ะ
เทเรซาอธิบายว่า
“ความเข้าอกเข้าใจเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น เมื่อมีใครสักคนตกลงไปในหลุมลึกที่มืดสนิท พวกเขาอาจตะโกนว่า ‘ช่วยด้วย ฉันติดอยู่ในหลุมนี้’ ผู้ที่มีความเข้าใจผู้อื่น จะลงไปนั่งในหลุมนั้นด้วยกันและบอกว่า ‘ไม่เป็นไรนะ เธอไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียว และเรารับรู้ความรู้สึกมืดมิดนี้ไปด้วยกัน’ ในขณะที่ความสงสารนั้น เปรียบเสมือนผู้คนที่อยู่บนปากหลุมและตะโกนบอกคนที่อยู่ข้างล่างว่า ‘โอ้ เธอติดอยู่ในหลุมเหรอ ฉันเสียใจด้วยนะ น่าสงสารจัง’ ”
ด้วยเหตุนี้ ความเข้าอกเข้าใจจึงเป็นการเชื่อมต่อกับความรู้สึกของคนอื่น เป็นการที่เรา “รู้สึกแบบเดียวกันกับที่เขาหรือเธอรู้สึก” (และเพราะเราเจอและรับรู้ความหนักหรือความเจ็บปวดของความรู้สึกนั้นๆ ที่เขามี เราจึงเข้าใจแบบไม่ทึกทักคิดเอาเอง)
ส่วนความสงสารนั้นเป็นการที่เรา “รู้ว่าผู้อื่นรู้สึกยังไง” (รับทราบ แต่อาจยังไม่ได้เปิดพื้นที่เอาตัวเองเข้าไป รับรู้สภาวะนั้นๆ ของเขามากนัก)
มันไม่ได้หมายความว่าความสงสารนั้นเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เพราะเราแต่ละคนต่างมีความต้องการในแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน บางคนต้องการใครสักคนที่แสดงความรู้สึกสงสารเห็นใจ บางคนต้องการความช่วยเหลือหรือสนับสนุน และบางคนอาจต้องการแค่ใครสักคนที่เข้าอกเข้าใจพวกเขา
ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา ขอให้เราไม่ลืมเพิ่มความเข้าอกเข้าใจด้วยนะ.
ฉันจะเป็นคนที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นได้อย่างไร
เทเรเซาได้พูดถึง องค์ประกอบ 4 ข้อของการสร้างความเข้าอกเข้าใจ ไว้ดังนี้
1. รับรู้จากมุมมองของอีกฝ่ายการจะเข้าใจใครสักคน เราต้องถอดความเป็นตัวเองออกก่อนและพยายามมองแบบเขา ทำความเข้าใจสิ่งที่เขาคิดและรู้สึก ไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองเข้าไปแนะนำ เช่น หากเพื่อนกำลังเศร้าเพราะกดบัตรคอนเสิร์ตวงโปรดไม่ทัน แม้เราจะไม่ได้สนใจวงนี้ แต่หากเราพยายามทำความเข้าใจจากมุมมองของเพื่อนว่านี่คือวงที่เพื่อนชื่นชอบและเฝ้ารอมานาน เราจะเข้าใจความรู้สึกเสียใจนี้ได้ดีขึ้น
2. รับฟังด้วยใจที่ไม่ตัดสิน เมื่อใครสักคนกำลังเล่าสิ่งใดให้ฟัง การด่วนตัดสินพวกเขาว่าดี ไม่ดี ถูก ผิด อย่างไร แม้จะเป็นการคิดในใจ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเป็นการลดทอนประสบการณ์และความรู้สึกของคนอื่น ทำให้เราไม่ได้เข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของเขา เช่น หากมีเพื่อนมาเล่าว่า “ช่วงนี้ไม่อยากทำอะไร เบื่อ” เราอาจรับฟังอย่างตั้งใจว่าเพื่อนจะเล่าอะไร มากกว่าการตัดสินในใจว่า “เพราะเพื่อนขี้เกียจน่ะสิ”
3. รับและรู้ความรู้สึกและอารมณ์ของอีกฝ่ายคือ การเข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกของอีกฝ่าย รู้สึกแบบที่อีกฝ่ายกำลังรู้สึก
4. สื่อสารความรู้สึกออกไปมันสำคัญมากที่จะแสดงออกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่า เราเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย สิ่งนี้ทำให้คนที่เรากำลังสื่อสารด้วยรู้สึกไม่โดดเดี่ยวและรับรู้ว่าความต้องการของตนถูกมองเห็น เช่น หากมีเพื่อนเล่าว่ากำลังรู้สึกกดดันกับการเรียน เราอาจแสดงการรับรู้ด้วยการถามทวนคำถามไปว่า “เธอกดดันมากเลยใช่ไหมกับการเรียนตอนนี้” หรืออาจเพียงแค่พยักหน้าเข้าใจ ส่งเสียงอืม ตอบรับอย่างเข้าใจ ก็ได้ นอกจากนี้ การสื่อสารยังเป็นตัวช่วยตรวจสอบความรู้สึกอีกฝ่ายด้วยว่าเราเข้าใจถูกต้องตรงกันหรือไม่
เช่นนี้แล้ว หากกลับไปอ่านข้อความข้างต้นใหม่ ในวันที่ใครบางคนหัวใจกำลังเปียกปอนด้วยฝนความเศร้า เราจะก้าวไปจับมือ โอบกอดความเหน็บหนาว แล้วประคับประคองหาที่ร่มที่ปลอดภัยไปด้วยกัน หรือจะเพียงแต่ตะโกนให้อีกฝ่ายคว้าร่มขึ้นมาด้วยตัวเอง
สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้และกำลังมีฝนตกอยู่ในใจเช่นกันล่ะก็ หากยังไม่มีใครเดินผ่านเข้ามา ก็อย่าลืมเข้าอกเข้าใจตัวเอง รับรู้ว่าตัวเราก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจได้ อย่าลืมขยับมือและหัวใจโอบกอดตัวเองไว้ด้วยความรัก ให้เวลาตัวเองสักพัก มีแรงเมื่อไรแล้วค่อยหยิบร่มขึ้นมานะ :)
อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=KZBTYViDPlQ
https://scarlettstrategic.com.au/2019/08/24/theresa-wisemans-four-attributes-of-empathy/

